Thursday, June 8, 2017

นี่แหละ !! ความแตกต่างสุดฮา เมื่อต้องกลายเป็น ทาสหมา VS ทาสแมว



 
ถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ! นี่แหละ... ความแตกต่างสุดฮา เมื่อต้องกลายมาเป็น ทาสหมา VS ทาสแมว เพราะพฤติกรรมแปลก ๆ ของเจ้าสัตว์สี่เท้าทั้งสองพันธุ์นี้ มันชวนให้ฮาไปคนละแบบจริง ๆ ไม่เชื่อมาดูกันให้ชัด ๆ ไปเลย กับภาพเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างการเลี้ยงหมากับแมว ต่างกันแค่ไหน

เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-worlds-18
 


เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-
 
เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-

เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-wo






เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-worlds-




  เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-wor


เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-worl




 เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-worlds-1831

เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-worl


 
เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-differen

เครดิตจาก : https://brightside.me/wonder-animals/13-photos-which-prove-that-cats-and-dogs-are-from-different-








ภาพจาก : https://brightside.me/


โพสต์โดย meettime เมื่อ 8 มิ.ย. 60 14:44:13

https://world.kapook.com/pin/5939004d4d265a63b98b4567

Monday, June 5, 2017

7 วิธีอ่านใจเจ้าเหมียว ผ่านพฤติกรรมที่แสดงออก

   


         เคยไหมที่ภาษากายต่าง ๆ ของน้องแมว หรือลักษณะท่าทางที่แสดงออกมา ทำให้คุณสงสัยกับพฤติกรรมของมันและอยากรู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่ง วันนี้กระปุกดอทคอมจะมีวิธีที่จะทำให้คุณรู้และเข้าใจน้องเหมียวมากขึ้น เพื่อให้การสื่อสารกับน้องแมวของคุณไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป กับวิธีอ่านใจแมวผ่านพฤติกรรมการแสดงออกเหล่านี้ค่ะ

1. เมื่อเจ้าเหมียวรู้สึกผ่อนคลาย

          โดยปกติทั่วไปแล้วเวลาที่เจ้าเหมียวรู้สึกผ่อนคลายหรืออารมณ์ดี หูของมันจะบานออกด้านข้าง ดังนั้นเวลาที่คุณเห็นแมวของคุณทำหูแบบนี้ ให้รู้ไว้เลยว่า มันกำลังอารมณ์ดีที่ได้ใช้เวลาร่วมกับคุณ

2. เมื่อแมวรู้สึกสนใจบางสิ่งบางอย่าง

          เวลาที่เจ้าเหมียวรู้สึกตื่นตัวหรือให้ความสนใจกับบางสิ่งบางอย่าง หูของมันจะตั้งตรง แล้วโดยปกติเมื่อลักษณะหูของมันเป็นแบบนี้เมื่อไร มันก็จะเริ่มพุ่งความสนใจไปที่สิ่ง ๆ นั้น หรือเวลาที่น้องเหมียวเห็นคุณแล้วหูตั้งตรง รอดูได้เลยว่ามันจะรีบวิ่งมาหาและทักทายคุณอย่างอารมณ์ดี

 
3. เมื่อน้องเหมียวรู้สึกประหม่า

          เมื่อใดก็ตามที่คุณเห็นหูของน้องเหมียวสั่นไปสั่นมา ให้รู้ไว้เลยว่าน้องเหมียวของคุณกำลังรู้สึกประหม่า อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เจ้าเหมียวเองอาจไม่คุ้นกับสถานที่ซึ่งทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นควรสังเกตให้ดีค่ะ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือถ้าเมื่อใดที่หูของน้องเหมียวสั่นแบบนี้บ่อยครั้ง อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าน้องเหมียวกำลังป่วยอยู่ก็เป็นไปได้เช่นกัน อย่างไรก็ลองสังเกตและเช็กให้แน่ใจอีกทีนะคะ

4. เมื่อน้องเหมียวกำลังโกรธ

          เวลาที่เจ้าแมวของคุณโกรธให้สังเกตที่หูดี ๆ ค่ะเพราะหูของมันจะเคลื่อนไปข้างหน้าและหลังสลับไปมา หรือไม่อาจจะสังเกตที่หาง ถ้าหางของมันตั้งตรงแล้วสั่นไปสั่นมา ให้รู้ไว้เลยว่านี่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า น้องเหมียวของคุณอาจจะรู้สึกกลัว หรือรำคาญ ดังนั้นคุณควรทิ้งให้น้องเหมียวของคุณอยู่ตามลำพังสักพัก หรือถ้าคุณสังเกตแล้วว่าน้องเหมียวทำแบบนี้บ่อยขึ้นก็อาจเป็นไปได้ว่าหูของ มันได้รับการติดเชื้อจึงควรไปให้สัตวแพทย์ตรวจดูนะคะ
5. เมื่อน้องแมวพร้อมจะโจมตี

          เมื่อหูของน้องเหมียวลู่เรียบไปกับส่วนหัวให้รู้ไว้เลยว่ามันกำลังระแวด ระวังและพร้อมที่จะโจมตี การที่น้องเหมียวทำหูแบบนี้เพื่อที่ว่ามันจะรู้สึกว่าหูของมันปลอดภัยกับ สิ่งที่มันกำลังเผชิญอยู่ และตั้งรับเพื่อเตรียมความพร้อมจะบุกโจมตีกับสิ่งนั้น แล้วถ้าเมื่อใดที่คุณเห็นหูของน้องแมวเป็นแบบนี้ก็ไม่ควรเข้าใกล้มันเพราะ มันอาจจะเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีคุณเองก็ได้

6. เมื่อแมวตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง

          หูของแมวนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปพร้อมกันหรือมีลักษณะตำแหน่งที่ตรงกัน ดังนั้นเมื่อคุณเห็นหูของน้องแมวที่สองข้างมีลักษณะที่ต่างกันออกไปเช่น หูข้างขวาตั้ง แต่หูข้างซ้ายอาจจะลู่ลง ให้รู้ไว้เลยนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า น้องเหมียวของคุณกำลังตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง หรือมันอาจจะไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไรต่อไปดี จึงต้องใช้เวลาคิดสักหน่อย
 
7. เมื่อน้องเหมียวมีความสุข

          เวลาที่คุณใช้เวลากับน้องเหมียวของคุณนั้น ให้ลองสังเกตดูว่าหางของมันจะตั้งตรง แกว่งไปแกว่งมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า มันกำลังมีความสุขที่ได้อยู่กับคุณ หรือจะมีความสุขที่ได้เห็นคุณนั่นเอง
 
          ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกหลายท่าทางที่บ่งบอกว่า น้องเหมียวของคุณนั้นกำลังรู้สึกอย่างไร เช่น ถ้าหางของมันลู่ลงอาจจะเป็นเพราะว่า มันรู้สึกกลัวอะไรบางอย่าง หรือถ้าหางของมันตั้งเฉียงขึ้นอาจหมายถึงว่า มันไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อาจแค่ไม่แน่ใจกับบางสิ่ง ดังนั้นคนรักแมวทั้งหลายก็ลองไปสังเกตน้องเหมียวที่บ้านกันดูนะคะว่า มีลักษณะท่าทางดังที่กล่าวมาหรือเปล่าซึ่งภาษากายของน้องเหมียวเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจพวกมันมากยิ่งขึ้นค่ะ
 
เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/explore/cute-cats/

Wednesday, May 24, 2017

ไขข้อสงสัย...การเลี้ยงแมวดีต่อใจยังไง ? ทำไมใคร ๆ ก็ยอมเป็นทาส




        ไขข้อสงสัยการเลี้ยงแมวดีต่อใจอย่างไร ช่วยรักษาสุขภาพจิตให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ถ้าอยากรู้ว่าทำไมใคร ๆ ก็ยอมเป็นทาสแมว มาหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
 

          ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคงจะไม่ใช่สงครามหรือสภาพอากาศที่แปรปวนแต่อย่างใด แต่กลับเป็นความรู้สึกเปราะบางในจิตใจของเรานี่แหละ ที่จ้องจะทำร้ายตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเห็นได้จากผลการสำรวจจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรคเครียดที่เพิ่มมากขึ้น มิหนำซ้ำยังมีข่าวที่เกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีภาวะโรคซึมเศร้าปรากฎให้เห็นอยู่บ่อย ๆ แม้ว่าการรักษาส่วนมากจะต้องพึ่งยาเป็นหลัก แต่ผลงานวิจัยบางตัวกลับพบว่าสัตว์เลี้ยงอย่าง แมวนี่แหละ สามารถช่วยบำบัด รักษา และปรับสภาวะอารมณ์ให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน ซึ่งวันนี้จะได้รู้กันว่าการเลี้ยงแมวส่งผลต่อสภาวะจิตใจอย่างไรบ้าง ?

         โดยมหาวิทยาลัยในเมืองบัฟฟาโล นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ดร.คาเรน เอล์เลน (Karen Allen) แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน ได้ทำการวิจัยและประเมินผลเกี่ยวกับ ผลกระทบที่เกิดจากภาวะทางสังคมต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการหลั่งเอ็นไซม์เรนิน (Renin) ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความเครียดในกลุ่มอาชีพผู้ช่วยนักลงทุน (Stockbroker) ในนิวยอร์ก จำนวน 48 คน จากการทดลองให้ยาที่ชื่อ ลิซิโนพริล (Lisinopril) และ แองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติง เอนไซม์ (ACE) ซึ่งเป็นยาลดความดันโลหิต แล้วแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 24 คน กลุ่มแรกรักษาด้วยการให้ยาเพียงอย่างเดียว ส่วนกลุ่มที่ 2 รักษาด้วยยาควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมาหรือเแมว

          หลังการรักษา 6 เดือนพบว่ากลุ่มที่เลี้ยงสัตว์ไปพร้อม ๆ กับรับประทานยามีอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการหลั่งเอนไซม์เรนิน (Renin) น้อยลงเมื่อเทียบกับผู้ที่รักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าต้องส่งผลให้สุขภาพจิตใจดีขึ้นตามไปด้วย

          พร้อมกันนี้ยังแสดงให้ถึงข้อดีของการเลี้ยงแมวด้วยว่า...

1. แมวจะรักเจ้าของโดยไม่มีเงื่อนไข

          เพราะสัตว์ก็คือสัตว์ พวกมันจะไม่สร้างเงื่อนไขหรือเสาะแสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในความสัมพันธ์ ดังนั้นการเลี้ยงแมวจึงทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นเพื่อนยามเหงา ไม่ปล่อยให้ความเครียดมีอิทธิพลสร้างกำแพงแยกเราออกจากสังคม และไม่ทำให้เราต้องคอยกังวลว่าพวกมันจะคิดอย่างไร

2. เพิ่มความรับผิดชอบทำให้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง

          หลายคนอาจจะคิดว่า ตนเองคงเลี้ยงแมวไม่ได้หรอก เพราะลำพังต้องดูแลตัวเองยากลำบากพออยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับบอกว่า ความรับผิดชอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการดูแลแมวนี่แหละ ที่จะทำให้คุณมองเห็นคุณค่าและความมีสำคัญในตัวเองมากยิ่งขึ้น

3. พาแมวไปเดินเล่น เพื่อสร้างสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้น

          ถ้าได้เริ่มเลี้ยงแมวหรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ แล้วล่ะก็ เจ้าของจะต้องพาแมวออกไปเดินเล่นนอกบ้านอยู่บ่อย ๆ ซึ่งกิจกรรมนี้จะทำให้เจ้าของได้ออกกำลังกายไปในตัว ทำให้สุภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ช่วยให้คุณจัดการกับความเครียดได้ดี และส่งผลให้จิตใจดีขึ้นตามไปด้วย

4. การสัมผัสแมวจะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้

          แม้ว่าคุณจะอารมณ์เสียมาจากไหน แต่ถ้าได้ลูบไล้ขนนุ่ม ๆ ของแมวแล้วก็จะทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งมีอ้างอิงได้จากผลของการวิจัยให้ผู้ชายที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ได้เลี้ยงสัตว์และประเมินผลพบว่า พวกเขารู้สึกทุกข์ทรมานจากอาการของโรคซึมเศร้าน้อยลงเมื่อได้อยู่กับสัตว์เลี้ยง

5. แมวช่วยรักษาระดับความดันโลหิตได้เป็นปกติดีกว่าการพึ่งยา

          แม้ในทางการแพทย์จะใช้ยาที่ช่วยลดความดันโลหิต แต่ผลการวิจัยกลุ่มอาชีพผู่ช่วยนักลงทุน (Stockbrokers) ในนิวยอร์ก ที่เป็นความดันโลหิตสูง ด้วยการให้เลี้ยงหมาและแมวนั้นพบว่า กลุ่มผู้ที่เลี้ยงสัตว์มีความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจต่ำลงกว่ากลุ่มผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์

6. สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม

          เมื่อคุณได้พาแมวออกไปข้างนอกแล้วไปเจอสังคมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เลี้ยงแมวเหมือนกันหรือผู้คนรอบข้าง ก็จะทำให้เกิดการพูดคุยและเปิดโอกาสตัวเองได้สานสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี

7. แมวรับฟังปัญหาได้ดีกว่าคน

          บางครั้งการได้พูดระบายหรือบอกเล่าปัญหาให้กับคนที่ไว้ใจได้รับฟังก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่อาจจะน้อยกว่าการระบายให้แมวฟัง เพราะพวกมันจะไม่ตัดสินอะไรในตัวคุณได้เลยแม้แต่น้อย และจะรับฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้รู้สึกสบายใจมากกว่าการระบายให้คนฟังในบางครั้ง

          แม้ว่าผลจากการวิจัยและทดลองจะปรากฏให้เห็นว่า การเลี้ยงคือส่วนหนึ่งมีช่วยบรรเทาความเครียดจากโรคซึมเศร้าให้ลดลงได้ แต่ก็ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้โรคนี้หายขาดแต่อย่างใด หากใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะหรือเป็นโรคซึมเศร้าก็อย่าได้ยอมแพ้นะคะ จงเข้มแข็ง และลองหาแมวมาเลี้ยงให้เป็นเพื่อนคลายเหงาดูสิคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก newswise, Verywell, Bu และ Webmd
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/cute-kittens/

Wednesday, May 10, 2017

สมัดจ์ เซเลบแมวหน้าเปื้อน ไม่ถึงกับเป็นพิมพ์นิยม แต่ถ้าใครได้ชมแล้วต้องรักมาก




         ทำความรู้จักเจ้าเหมียวสมัดจ์ เซเลบแมวหน้าเปื้อนตัวนี้ไว้เลยค่ะ เพราะไม่อย่างนั้นคุณอาจจะกลายเป็นทาสแมวตกเทรนด์ไปเลยก็ได้นะคะ แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม ไปชมความน่ารักของเจ้าสมัดจ์กันเลยดีกว่า

          ปัญหาปานดำและไฝฝ้าบนใบหน้าคงเป็นเรื่องวุ่น ๆ ที่คุณอยากจะกำจัดทิ้งใช่ไหมล่ะคะ แต่กับเจ้าเหมียวสมัดจ์ (Smudge) แมวสายพันธุ์หิมาลายัน เพศเมีย อายุ 2 ปี ที่เว็บไซต์ boredpanda ได้เผยโฉมให้เราชมความน่ารักและลักษณะพิเศษลายดำขนาดใหญ่กลางใบหน้าของเจ้าเหมียวตัวนี้ ที่กลับกลายมาเป็นจุดเด่น สร้างความโด่งดัง จนส่งผลให้นางมีมงมาลงหัวจนเป็นเซเลบเหมียวไปอีกหนึ่งตัว แถมมีคนกดติดตามอินสตาแกรมล้นหลามไม่แพ้เพื่อน ๆ เซเลบตัวอื่นเลย


           ซึ่งไม่ใช่แค่ลายดำบนหน้าที่ทำให้ทาสแมวหลงใหลได้ปลื้มในตัวนางเพียงอย่างเดียวนะ แต่ด้วยความน่ารักบ้องแบ๊วของดวงตากลมโต ขนฟู ๆ ที่น่าเอามือลงไปลูบไล้ และจริตจะก้านของความแมวชั้นสูงนี่แหละ ยิ่งทำให้ทาสแมวอย่างเราหลงรักจนถอนตัวยังไงก็ถอนไม่ขึ้น



























ขอขอบคุณข้อมูลจาก boredpanda และ อินสตาแกรม purrfectsmudge
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรม purrfectsmudge
https://pet.kapook.com/view170605.html

Saturday, April 22, 2017

15 วิธีดูแลแมวเปอร์เซียที่คุณรัก




       แมวเปอร์เซียนั้นได้ชื่อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมไปทั่วโลก ด้วยความที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องรูปร่าง หน้าตา ที่ชวนให้ใคร ๆ หลงรักได้ง่าย ๆ รวมถึงขนนุ่มสลวยของมัน และที่สำคัญนิสัยร่าเริง และขี้ประจบ ทำให้มัดใจเจ้านายได้อยู่หมัด แต่ในการด้านเลี้ยงดูแล้ว แมวพันธุ์นี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรเรียนรู้ที่จะดูแลอย่างถูกวิธี เพื่อให้เจ้าเหมียวอยู่กับเราได้นาน ๆ อย่างมีความสุข... ว่าแล้วก็ไปดูวิธีดูแลแมวเปอร์เซียกันเลย

1. หมั่นแปรงขนเป็นประจำ
         จุดเด่นของแมวเปอร์เซียนั้นอยู่ที่ขนนุ่มยาวของมัน ที่ทำให้แมวเปอร์เซียดูสง่าหรูหรามากกว่าพันธุ์ไหน ๆ จนเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมากมาย เราจึงควรดูแลขนของมันให้ดูนุ่มสลวยอยู่เสมอ ด้วยการใช้หวีแปรงขนให้แมวของคุณ อย่างน้อยวันละ 15 นาที นอกจากนี้ ควรเน้นในจุดที่น้องแมวของคุณไม่สามารถเอื้อมไปเลียขนไม่ถึง เป็นพิเศษด้วย เช่น ที่คอ ขา และหาง

2. อย่าปล่อยให้แมวอ้วนจนเกินไป
         แม้ว่าแมวอ้วนกลมจะดูน่ารักน่าเอ็นดูก็เถอะ แต่เราก็ไม่ควรปล่อยให้อ้วนจนเกินไป เพราะมันจะไม่ดีกับสุขภาพร่างกายของเจ้าเหมียวแน่ ๆ แต่ถ้าหากเผลอตามใจจน "เสียแมว" ไปแล้วล่ะก็ ยังไม่สายที่คุณจะจับเขามาเข้าคอร์สไดเอทด้วยการเลือกอาหารลดน้ำหนักสำหรับแมวโดยเฉพาะ หรือปรับลดเนื้อสัตว์ เพิ่มผักทีละน้อย และเพิ่มขึ้นในทุก ๆ มื้อจนกว่าเจ้าเหมียวจะคุ้นชิน ซึ่งแรก ๆ สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณอาจจะไม่ปลื้ม และกินอาหารได้น้อยลง แต่นั่นล่ะ คือผลลัพธ์สู่หุ่นสวยสุขภาพดี ดังนั้น จงอย่าใจอ่อนเลยเชียวล่ะ อย่างไรก็ตาม แมวแต่ละตัวอาจมีสภาพร่างกายที่ต่างกัน เพราะฉะนั้น ควรปรึกษาสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิดด้วย 
 3. อาบน้ำบ่อย ๆ
         การที่แมวของเรามีเนื้อตัวสกปรก นอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพของมันแล้ว ยังกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคในบ้านอีกด้วย เราจึงควรรักษาความสะอาดของมันอยู่เสมอ ด้วยการอาบน้ำให้แมวอย่างน้อยเดือนละครั้ง ทั้งนี้ หากแมวของคุณออกไปนอกบ้าน หรือมีเหตุให้ต้องคลุกคลีกับสิ่งสกปรกอยู่บ่อย ๆ ก็ควรอาบนำให้บ่อยขึ้น ประมาณอาทิตย์ละครั้ง

4. ดูแลรอบดวงตาของมันด้วย
         เพราะรูปหน้าที่เชิดรั้นเข้าคู่กับแก้มป่อง ๆ ของแมวเปอร์เซีย ทำให้มันต้องประสบปัญหาจากคราบน้ำตา และขี้ตาที่เกาะติดรอบตาจนยากจะเอาออกอยู่เสมอ การดูแลรอบตาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และละเลยเสียไม่ได้ ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลรอบตาแมวโดยเฉพาะมาเช็ดตามรอบตาของมัน อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกหาซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ ก็สามารถนำกระดาษทิชชู่ชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตามรอบตาของเจ้าเหมียวของคุณได้เช่นกัน

5. ไม่ควรปล่อยแมวออกไปข้างนอกบ่อยนัก
         แม้แมวส่วนใหญ่จะชอบออกไปผญภัยนอกบ้าน แต่แมวเปอร์เซียนั้นกลับต่างออกไป เพราะขนยาว ๆ ของมันจะทำให้มันรู้สึกอบอ้าวขึ้นมาอีก ถ้าต้องเจอกับสภาพอากาศร้อน ๆ ภายนอก และมันก็ไม่ใช่แมวที่ขยันสำรวจหาสิ่งใหม่ ๆ นัก ยิ่งไปกว่านั้น ขนของมันยังไปเกี่ยวพันกับสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่าแมวทั่ว ๆ ไปอีกด้วย มันจึงเหมาะกับการเลี้ยงในบ้านมากกว่า
 6. รับมือกับโรคถุงน้ำที่ไต
         แมวเปอร์เซียประมาณ 36 - 49 % มักจะเป็นโรคถุงน้ำที่ไตซึ่งทำให้มันสูญเสียความสามารถในการกรองสารพิษออกจากร่างกาย โดยจะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ช่วงอายุ 3 - 10 ปี ซึ่งมันจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียน เซื่องซึม และกระหายน้ำมากจนผิดสังเกต อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีวิธีรักษาโรคดังกล่าวนี้ให้หายขาด เพราะฉะนั้น หากแมวของคุณมีอาการดังกล่าว ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อปรึกษาหาวิธีดูแล และจัดเรื่องอาหารให้มันอย่างถูกวิธี

7. อย่าปล่อยให้แมวของคุณขี้เกียจจนเกินไป 
         แมวเปอร์เซีย มักมีอุปนิสัยขี้เกียจกว่าแมวทั่วไป และพร้อมจะนอนอยู่เฉย ๆ ได้ทั้งวันโดยไม่รู้จักเบื่อ เราจึงควรหากิจกรรมใหม่ ๆ มาเรียกร้องความสนใจอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้มันใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อยจนตัวอ้วนกลมเกินไป อาจจะหาซื้อของเล่นใหม่ ๆ เช่น ลูกบอล หรือไม้แหย่แมว มาคอยดึงความสนใจของมันก็ได้

8. ให้อาหารแต่พอเหมาะ
         ควรให้อาหารในจำนวนที่พอดีเพื่อไม่ให้แมวของคุณทานมากจนเกินไป นอกจากนี้ หากแมวของคุณมีอาการผิดปกติหลังกินอาหาร เช่น ท้องเสีย หรืออาเจียน ก็ควรพาไปพบสัตวแพทย์ เพราะมันอาจมีอาการไม่ถูกกับอาหารบางชนิดก็ได้  ฉะนั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์ดูให้ดีว่าแมวของคุณเหมาะกับอาหารแบบไหน
 9. รับมือกับปัญหาขนร่วง
         แน่นอนว่าแมวเปอร์เซียที่มีขนยาวเป็นพิเศษนั้น มักมีขนร่วงจำนวนมาก จนยากที่จะคอยดูแลเก็บทิ้งตลอดเวลา บรรดาเจ้าของแมวทั้งหลายจึงเลือกที่จะพยายามทำให้แมวของตนมีขนร่วงลดลงให้มากที่สุด ด้วยการให้ทานอาหารสำเร็จรูปสูตรที่ทำให้ขนหลุดร่วงลดลงแทน อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีดังกล่าวแล้ว คุณสามารถเลือกใช้วิธีอื่นได้อีกเช่นกัน ด้วยการให้แมวของคุณทานต้นกล้าอ่อนข้าวสาลีเป็นประจำ ทั้งนี้ ต้องมั่นใจได้ว่า ต้นกล้าอ่อนข้าวสาลีที่คุณนำมาให้แมวของคุณทานนั้นปลอดสารพิษ เพื่อให้ไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพของแมว
 10. สังเกตปัญหาเรื่องการหายใจ
         เนื่องจากแมวเปอร์เซีย มีโพรงจมูกที่ค่อนข้างสั้น จึงทำให้มันต้องประสบปัญหาในการหายใจอยู่เสมอ และในกรณีที่เป็นหนักเข้า แมวบางตัวอาจจำเป็นต้องให้สัตวแพทย์ช่วยผ่าตัดแก้ไข เพื่อให้หายใจได้สะดวก ดังนั้นคุณจึงควรสังเกตพฤติกรรมของมันอยู่เสมอ หากแมวของคุณส่งเสียงทางจมูกบ่อย ๆ หรือมีอาการกรนดังผิดปกติ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที
 11. ทำความสะอาดหูเป็นประจำ
         แน่นอนว่าแมวของคุณไม่สามารถทำความสะอาดหูด้วยตัวเองได้ เจ้าของอย่างคุณจึงจำเป็นต้องเป็นคนคอยจัดการดูแลให้มันอยู่เสมอ ด้วยการใช้กระดาษทิชชู่ หรือผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดให้มัน ทั้งนี้ หูของแมวนั้นเป็นส่วนที่อ่อนไหวมาก คุณจึงควรพยายามทำความสะอาดให้เบามือที่สุด และใช้เวลาให้น้อยที่สุดด้วย
 12. มองหาแมวจากร้านที่เชื่อถือได้เท่านั้น
         หากคุณต้องการแมวเปอรเซียพันธุ์แท้ที่ไม่ได้มีโรคติดตัว ก็ควรเลือกมองหาในร้านที่เชื่อถือได้เท่านั้น เช่น ร้านที่มีชื่อเสียง หรือร้านที่คนรู้จักของคุณแนะนำให้ นอกจากนี้ ระหว่างที่กำลังหาซื้อลูกแมว ก็ควรถามเรื่องความรู้เกี่ยวกับแมวกับเขาด้วย หากเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ และไว้ใจได้จริง ๆ เขาก็จะสามารถแนะนำแมวเปอร์เซียลักษณะดี และวิธีการดูแลที่ถูกต้องให้คุณได้แน่นอน

13. อย่าละเลยเวลาที่มันอ้อน
         แม้บางครั้งคุณจะยุ่งกับชีวิตทำงาน และครอบครัวมากจนแทบไม่มีเวลา ก็ควรแบ่งเวลาไว้ดูแลแมวของคุณด้วย เพราะมันก็ชรู้สึกน้อยใจได้เหมือนกันเวลาที่เจ้าของไม่สนใจ ดังนั้นเวลาที่มันอ้อนด้วยการคลอเคลียเอาใจ ก็ควรหันไปเล่นกับมันบ้าง เพื่อให้เขาไม่รู้สึกว่าคุณไม่ใส่ใจมันเท่าที่ควร จำไว้ว่าไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็ต้องการความรัก และการเอาใจใส่ด้วยกันทั้งนั้น

14. ตัดแต่งขนให้ดูดีอยู่เสมอ
         หากต้องการให้แมวของคุณดูสวยโดดเด่นอยู่เสมอ ก็ควรหมั่นพาไปตัดขนที่ร้านเป็นประจำ เพื่อให้ช่างสามารถใช้ลูกเล่น ซอยไล่ระดับขนให้ออกมาดูเป็นประกายสวยงามได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณเบื่อกับการตัดขนแบบเดิม ๆ อาจขอให้ช่างตัดทรงอื่น ๆ ให้กับแมวของคุณด้วยทรงต่าง ๆ เช่น ทรงสิงโตที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ก็ได้
 15. ดูแลฟันให้สะอาด
         ฟันของสัตว์เลี้ยงมักเป็นสิ่งที่เจ้าของละเลยที่จะสนใจอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดูแลสุขภาพปากของสัตว์เลี้ยงนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว เพราะถ้าหากเกิดการติดเชื้อในช่องปากขึ้นแล้ว อาจนำมาซึ่งโรคร้ายสารพัด และทำให้แมวของคุณอายุสั้นลงได้อีกหลายปี เราจึงควรดูแลฟันของแมวที่เรารักให้สะอาดอยู่เสมอ ด้วยการใช้แปรงสีฟันขนาดเล็กแปรงให้มันเป็นประจำ
         เพียงแค่ทำตามวิธีดูแลทั้ง 15 ข้อนี้ แมวเปอร์เซียของคุณก็สามารถอยู่กับคุณได้นานหลายปีโดยมีสุขภาพที่ดีได้แล้ว เพราะฉะนั้น คนรักแมวทั้งหลายอย่าลืมนำเทคนิคการดูแลนี้ไปใช้กับเจ้าเหมียวที่บ้านกันนะจ๊ะ

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/teacup-persian-kittens/