Thursday, October 19, 2017

เมื่อน้องเหมียว เบื่ออาหาร...




อยากจะเป็นแมวเหมียว ที่ร้องเหมียว ๆ ...

          อุ๊ย... ก็พูดถึงแมวแล้ว ก็ต้องนึกถึงความน่ารักขี้อ้อนของมันเลยใช่ไหมคะ เพราะเจ้าแมวน้อยนี่ถือว่าเป็นสัตว์ที่ชอบอ้อนที่สุดเลยก็ว่าได้ ใครที่ชอบเลี้ยงแมวก็คงรู้ดีเป็นพิเศษ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เจ้าแมวเหมียวหากไม่ขี้อ้อนเหมือนเดิม อาการแบบนี้เป็นตัวส่งสัญญาณบอกอาการผิดปกติของเจ้าเหมียวแล้วล่ะค่ะ ถ้าอยากให้น้องแมวร้องเหมียว ๆ เหมือนเดิม รีบไปสังเกตดูกันนะคะว่า แมวของคุณมีลักษณะแบบนี้หรือเปล่า

อาการของน้องแมวเมื่อเริ่มเบื่ออาหาร

          แมวจะมีอาการอาการหงอยเหงา เซื่องซึม นอนนิ่ง ๆ กิจกรรมต่าง ๆ ลดลง  มีการแยกตัวออกจากสัตว์เลี้ยงตัวอื่น สำหรับในกรณีที่เลี้ยงรวมกันมากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป อย่างนี้เป็นต้น
  
สาเหตุของการเบื่ออาหารของน้องแมว

          แมวแต่ละตัวจะแสดงอาการเบื่ออาหาร ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของแต่ละตัว มีหลายสาเหตุดังนี้

           ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เริ่มตั้งแต่ปาก  หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ตับและตับอ่อน ระบบปัสสาวะ (ไต)  ในระบบไหลเวียนโลหิต (หัวใจเลือด)  หรือในระบบหายใจ (ปอด  หลอดลม)  หรือที่ผิวหนัง  สมอง  และอวัยวะอื่นๆ ที่มีความผิดปกติ

          ความเจ็บปวด เช่น ความเจ็บปวดจากบาดแผลต่าง ๆ ก็ล้วนสามารถทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารได้เช่นกัน

          การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมภายนอก การย้ายที่อยู่ใหม่ การมีสัตว์เลี้ยงแปลกหน้าใหม่มาในบ้าน  หรือการมีบุคคลแปลกหน้าย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ในบ้าน  รวมถึงการที่สมาชิกเก่าในบ้านหายไป ก็เป็นสาเหตุของการเบื่ออาหารได้

แล้วเราจะทำอย่างไร เมื่อน้องแมวเกิดอาการเบื่ออาหาร

          สังเกตอาการของแมว เพื่อจะได้บอกอาการให้หมอทราบได้ถูกต้อง

          สังเกตดูว่าที่บ้าน ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือเปล่า เช่น  เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่  สัตว์เลี้ยงตัวใหม่ ผู้คนแปลกหน้าย้ายเข้ามาใหม่บ้างหรือไม่

          ใช้เทคนิคพิเศษช่วย เป็นอีกทางเลือกเหมือนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่จะพาไปพบแพทย์ เช่น ให้แมวน้ำดื่มผสมเกลือแร่หรือ น้ำตาล ก็ช่วยให้แมวยินยอมกินอาหารได้

          กระตุ้นความอยากอาหาร หมั่นดูแลเรื่องอาหารของเขา เช่น อุ่นอาหารเพื่อให้เกิดกลิ่นหอม หรืออาจจะผสมอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ ๆ เข้ากับอาหารสำเร็จรูปเพื่อให้เกิดความพิเศษมากขึ้น  หรืออาจมีการป้อนอาหารด้วยมือ แทนการใช้ชามอาหาร

          คอยเฝ้าระวังดูว่าแมวมีอาการผิดปกติอื่น ๆ เพื่อหาทางแก้ไขให้ตรงจุด

          ทั้งนี้แล้ว หากเจ้าเหมียวมีอาการเบื่ออาหารเป็นเวลานานเกิน 1 วัน ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของพวกเขาได้ โดยเฉพาะอย่างกับลูกแมวที่มีอายุไม่ถึง 6 เดือน ยิ่งต้องให้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ และต้องหากมีอาการไม่ดีขึ้น ก็ควรนำไปพบสัตวแพทย์จะดีที่สุดนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
vet4polyclinic.com, my_smiling_cat.tripod.com
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/pin/87327680253564646/

Tuesday, October 17, 2017

5 ทริคฝึกเจ้าเหมียวให้เลี้ยงง่าย เอาใจทาสแมว




         แมวเหมียวตัวน้อย ตาแบ๊ว ๆ ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ว่าง่ายสักเท่าไหร่ เพราะแมวก็มีความฉลาดและสามารถฝึกให้ทำตามคำสั่งหรือสิ่งที่เจ้าของต้องการได้ไม่แพ้สัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ เลย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ใครหลายคนไม่สามารถฝึกให้แมวทำตามคำสั่งได้ ก็อาจสืบเนื่องมาจากการฝึกผิดวิธีด้วยความคิดแบบผิด ๆ นั่นเอง แต่ถ้าคุณเป็นทาสแมวที่อยากจะเลี้ยงเจ้าเหมียวให้ได้ดั่งใจ ก็ลองมาทำตามเทคนิคฝึกแมวง่าย ๆ เหล่านี้ดู เผื่อจะช่วยให้เจ้าเหมียวว่าง่ายขึ้นได้บ้างจ้า

1. เรียกเหมียว ๆ เดี๋ยวก็มา

          คุณสามารถฝึกให้แมวตอบสนองกับเสียงเรียกและเดินมาตามทางที่คุณต้องการได้ โดยทางสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งอเมริกา (ASPCA) แนะนำว่า ให้เริ่มจากใช้เสียงเรียกแมวก่อนจะให้อาหาร อย่างเช่น ก่อนเปิดปากถุงหรือกระป๋องอาหาร ซึ่งคุณจะใช้การเรียกชื่อแมว ส่งเสียงร้องเหมียว ๆ หรือกระดกลิ้นรัว ๆ เพื่อส่งสัญญาณเสียงไปหาแมวก็ได้ จากนั้นก็ทำตามวิธีดังกล่าวไปเรื่อย ๆ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละประมาณ 5 นาที เพื่อให้แมวเรียนรู้และเชื่อมต่อระหว่างเสียงของคุณกับอาหาร เมื่อแมวตอบรับกับเสียงเรียกของคุณแล้วก็อย่าลืมให้รางวัล และค่อย ๆ เพิ่มระยะห่างระหว่างแมวกับเสียงเรียกด้วย

2. ขับถ่ายให้เป็นที่ดีกว่า


          นอกจากนี้ยังฝึกให้แมวขับถ่ายในห้องน้ำได้ง่าย ๆ เริ่มจากการนำกระบะทรายมาวางในห้องน้ำ โดยค่อย ๆ ปรับความสูงของกระบะทรายขึ้นทีละนิดจนกระทั่งอยู่ในระดับเดียวกันกับที่นั่งบนชักโครก เมื่อแมวเริ่มคุ้นเคยกับการใช้กระบะทรายแล้ว ยกกระบะทรายไปวางเอาไว้บนที่นั่งของชักโครก แล้วทำตามขั้นตอนดังกล่าวไปจนกว่าแมวจะคุ้นเคย ในระหว่างนี้คุณควรจะค่อย ๆ ลดขนาดของกระบะทรายไปทีละนิด เพื่อให้แมวสามารถนั่งขับถ่ายบนชักโครกได้โดยไม่ต้องใช้กระบะทรายอีก

3. มามะ..มาจับมือกันหน่อย

          ส่วนการสอนแมวให้จับมือนั้นก็ง่ายกว่าที่คิด แค่เพียงคุณลดตัวให้อยู่ในระดับเดียวกับแมว จากนั้นแตะมือเบา ๆ ลงบนอุ้งเท้าของแมว และกดคลิกเกอร์ 1 ครั้ง (อุปกรณ์ฝึกแมว) ขณะที่เอามือออกจากอุ้งเท้าแมว แล้วทำตามขั้นตอนดังกล่าวไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งแมวสามารถยกอุ้งเท้าขึ้นมาเองได้โดยที่คุณไม่ต้องแตะมือ โดยส่วนใหญ่แล้วการฝึกแมวให้จับมือได้ใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 วันเท่านั้นเอง
 
4. อยากได้ก็ต้องขอ


          การสอนแมวให้รู้จักขอร้องก็ใช้ขั้นตอนคล้าย ๆ กับการสอนแมวจับมือ แต่มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยโดยคราวนี้ให้คุณถืออาหาร ขนม หรือของเล่นไว้เหนือหัวแมว แล้วรอจนกระทั่งแมวยืนด้วย 2 ขาหลังของตัวเองและใช้อุ้งเท้าด้านหน้าปัดอาหาร ในระหว่างนี้ก็กดคลิกเกอร์ 1 ครั้งก่อนจะยื่นอาหารให้แมว จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนดังกล่าวไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งแมวของคุณสามารถทำได้เอง โดยไม่ต้องใช้สิ่งของหรืออาหารใด ๆ มาหลอกล่อ

5. สายจูงมีไว้ มาหัดใช้กันเถอะ


          หากคุณใช้สายจูงกับแมวควรคล้องสายจูงไว้กับหลังแมวไม่ใช่ที่คอแมว และเริ่มฝึกโดยเริ่มจากนำวางสายจูงในที่ที่แมวอยู่ เพื่อให้แมวทำความคุ้นเคยกับสายจูงเสียก่อนประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจึงค่อยนำสายจูงสวมให้แมว แล้วปล่อยให้แมวเดินเล่นกับสายจูงไปก่อน ส่วนคุณก็คอยเดินอยู่ใกล้ ๆ กับแมว เมื่อคุณเห็นว่าแมวคุ้นเคยและอยู่ในภาวะผ่อนคลาย สามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระแม้จะสวมสายจูงแล้ว จึงค่อยนำสายจูงมาถือไว้ในมือ และพาแมวออกไปเดินนอกบ้าน

ข้อควรรู้

ไม่ควรนำการลงโทษมาใช้กับการสอนแมว

          แมวไม่สามารถเรียนรู้หรือจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้จากการลงโทษ อีกทั้งการฝึกแมวโดยใช้การลงโทษ ยังเป็นวิธีการที่เพิ่มความเครียดให้กับแมว นำแมวไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พร้อมทั้งทำให้แมวของคุณมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพด้วย และสำหรับเจ้าของที่ต้องการจะฝึกแมวให้ทำตามคำสั่ง ก็ควรจะอดทนรอให้เวลาแมวเรียนรู้ ปรับตัว และคอยสนับสนุนแมวอย่างถูกวิธี

คลิกเกอร์ หรืออุปกรณ์ช่วยฝึกแมว

          การฝึกด้วยปากเปล่าอาจจะใช้เวลานาน ดังนั้นคงจะดีกว่าหากคุณมีอุปกรณ์ช่วยฝึกแมว อย่างเช่น คลิกเกอร์ หรืออาศัยเสียงกดเปิด-ปิดปากกาก็ได้ เพราะเสียงจากอุปกรณ์ช่วยฝึกดังกล่าวจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณเสียงเป็นสัญลักษณ์ให้แมวทำตามคำสั่ง และทำให้การฝึกแมวง่ายขึ้น แต่ถ้าหากไม่มีสัญญาณเสียงจากคลิกเกอร์หรืออุปกรณ์ช่วยฝึก แมวก็อาจจะสับสนได้ว่าทำไมเจ้าของให้รางวัลแก่พวกมัน

          การฝึกแมวให้ทำตามคำสั่ง หรือมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกและวิธีฝึกแมวที่ถูกต้องเสียก่อน ก่อนนำมาใช้ในการฝึกแมวของตัวเอง เพื่อให้แมวสามารถทำตามคำสั่งของคุณได้ พร้อมกับป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ตามมา และมีความสุขทั้ง 2 ฝ่ายด้วยนะคะ

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/pretty-cats/

Tuesday, October 10, 2017

5 วิธีสยบเจ้าเหมียวให้สงบก่อนเข้าพบสัตวแพทย์




         ในกรณีที่คุณป่วยหรือบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังสามารถซื้อยามารักษาอาการเองได้ แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงอย่าง แมวเหมียว ไม่ว่ากรณีใด ๆ ต้องนำส่งสัตวแพทย์อย่างเดียวเลย เพราะหากใช้ยาสำหรับคนหรือรักษาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำให้อาการของพวกมันทรุดลงไปกว่าเดิม อีกทั้งฤทธิ์ยาบางตัวเป็นอันตรายต่อแมวมาก ๆ อย่างเช่น พาราเซตามอน แอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน ดังนั้นทางเดียวที่จะรักษาแมวของคุณได้คือนำตัวส่งสัตวแพทย์ แต่ทั้งนี้คุณอาจพบกับอาจการตื่นกลัวของแมว ซึ่งสามารถสยบพวกมันได้โดยวิธีเหล่านี้


1. ทำความคุ้นเคยกับสถานที่

          ถ้าแมวของคุณเกิดการตื่นกลัวและเครียดเมื่อพาไปพบสัตวแพทย์ คุณควรพกขนมหรือของเล่นของพวกมันติดตัวไปด้วย จากนั้นให้พวกมันทำความคุ้นเคย กับสถานที่เสียก่อนด้วยการพาสำรวจรอบ ๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมและกลิ่นภายในสถานที่ ในระหว่างนั้นให้พวกมันกินขนมหรือโยนของให้เล่นไปพลาง ๆ ก่อน ซึ่งวิธีนี้สามารถลดความเครียดได้ดีเชียวล่ะ

2. จับแมวให้อยู่หมัดด้วยตะกร้าแบบเปิด

          เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ที่รักอิสระจึงทำให้ไม่ชอบอยู่ในพื้นที่เล็กและแคบ อย่างเช่น ในตะกร้าที่คุณจับแมวตัวเองใส่ลงไป โดยเฉพาะตะกร้าที่มีฝาปิดเพราะทำให้แมวของคุณอึกอัดและขาดอากาศหายใจ ดังนั้นหากคุณอยากให้พวกมันอยู่เป็นที่ควรเลือกตะกร้าแบบที่ไม่มีฝาปิด หรือตะกร้าที่มีฝาปิดแบบแยกต่างหากดีกว่า เพื่อเปิดช่องอากาศ และทำให้พวกมันรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

3. พกของประจำไปด้วย

          หากแมวของคุณมีของประจำตัวอยู่ อย่างเช่น เสื้อผ้า เบาะ หรือของที่มันชอบ ควรนำไปด้วยเพราะในสิ่งของเหล่านั้นมีกลิ่นของมันติดอยู่ การวางของเหล่านี้ไว้ใกล้ ๆ ตัวจะช่วยให้พวกมันรู้สึกสบายใจและลดความเครียดลงไปได้เยอะเลยทีเดียว

4. หาเพื่อนให้แมว

          เพราะคงไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของแมวได้ดีไปกว่าพวกเดียวกันอีกแล้ว ดังนั้นหากคุณพบว่ามีคนนำแมวมารักษาเหมือนกันควรพาแมวของคุณไปรู้จักกับแมวตัวอื่น ๆ ด้วยจะช่วยให้แมวของคุณสบายใจขึ้น

5. ให้กำลังใจ

          ในระหว่างทางที่อยู่บนรถหรือในโรงพยาบาลควรให้กำลังใจแมวของคุณ โดยการลูกบหัว เกาคาง หรือสัมผัสที่ท้องของแมวเบา ๆ เพื่อให้พวกมันรู้สึกสบายตัว นอกจากนี้อาจให้กำลังใจด้วยขนมหรือของกินอร่อย ๆ ที่พวกมันชอบสักนิด ก่อนเข้ารักษา รับรองว่าคราวนี้พวกมันไม่ดื้อกับคุณและสัตวแพทย์อีกแล้วล่ะทั้งนี้ควรเลือกโรงพยาบาลหรือคลีนิคใกล้บ้าน เพื่อลดเวลาการนั่งรถให้น้อยที่สุด

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/314126142752947864/

Tuesday, October 3, 2017

เมื่อเหมียวอาเจียน(ผิดปกติ)...ควรทำอย่างไรดี ?




เมื่อน้องเหมียวอ้วกๆๆ (Cat Magazine)       
โดย สพ.ญ.ปิยกาญ โรหิตาคนี


          อาเจียนเป็นอีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยในน้องแมว ซึ่งบางครั้ง อาจเป็นเรื่องปกติ เช่น อาเจียนหลังกินหญ้า หรือหลังจากเลียขนตัวเองเข้าไป แต่ในบางครั้ง อาการอาเจียนก็อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติในร่างกายได้เช่นกัน

          อาการอาเจียน เกิดจากความผิดปกติของทางเดินอาหาร ทำให้เกิดการขย้อนเอาสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารกลับออกมาทางปาก อาจเกิดได้จากการกินอาหารเยอะเกินไป กินเร็วเกินไป กินของที่ย่อยยากลงไป กินอาหารหลากหลายประเภทเกินไป หรือกินของเน่าเสียเข้าไป ซึ่งอาการอาจไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่นอกเหนือจากนี้ อาจเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างเช่น โรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร มีพยาธิภายใน โรคไต โรคตับ โรคมะเร็ง หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น

          ทั้งนี้ หากแมวมีอาการอาเจียนแค่ครั้งเดียว และยังคงวิ่งเล่นร่าเริงสนุกสนานได้ตามปกติ ก็คงไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะอาการอาเจียนนั้นอาจเกิดจากสาเหตุธรรมดา ๆ ที่กล่าวไป แล้วและหายไปได้เอง

          ถ้าแมวมีอาการอาเจียนและเราพอที่จะทราบถึงสาเหตุ เช่น เกิดหลังจากการเปลี่ยนอาหาร หรือแมวไปกินใบไม้หรือต้นไม้บางอย่างแล้วอาเจียน ก็ให้กำจัดสาเหตุนั้นออกไป

          แต่ถ้าแมวมีอาการอาเจียนหลายครั้ง ซึม เบื่ออาหาร หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ควรจะรีบนำไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและช็อคได้

การตรวจวินิจฉัย

          เริ่มจากการสอบถามประวัติทั่วไป เช่น การกินอาหาร การฉีดวัคซีน การถ่ายพยาธิ ความถี่ของอาการอาเจียน และลักษณะของอาเจียน เป็นต้น ร่วมกับการตรวจร่างกาย คลำช่องท้องว่ามีอาการปวดเกร็งหรือมีก้อนผิดปกติในช่องท้องหรือไม่ ตรวจเลือดและปัสสาวะ ตรวจอุจจาระว่ามีไข่พยาธิหรือมีเลือดปนหรือไม่ นอกเหนือจากนี้ อาจมีการตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น เอ็กซเรย์ อัลตร้าซาวนด์หรือส่องกล้อง ในรายที่มีความซับซ้อนของโรคเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการอาเจียนต่อไป

การรักษา

          รักษาให้ตรงตามสาเหตุที่ทำให้อาเจียน สำหรับแมวที่มีอาการอาเจียน แต่ยังร่าเริงดี และไม่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย อาจให้เพียงยาแก้อาเจียน หรือให้น้ำเกลือทางใต้ผิวหนัง และสังเกตอาการต่อที่บ้าน แต่ในแมวที่มีอาการอาเจียนร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย เบื่ออาหาร ควรจะต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมอก่อนภายใน 24 ชม. โดยงดน้ำงดอาหาร เปลี่ยนเป็นให้ยา ให้น้ำเกลือ ให้สารอาหารและแร่ธาตุทางเส้นเลือดแทน

          ถ้าน้องเหมียวมีอาการดีขึ้นแล้ว สามารถกลับบ้านได้ เจ้าของก็ควรจะให้ยาตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัดและตรงต่อเวลา ค่อย ๆ ลองป้อนน้ำให้น้องเหมียวกินทีละนิด ๆ ถ้าไม่มีอาการอาเจียนอีกก็ลองให้น้องเหมียวกินอาหารอ่อน ๆ เช่น ข้าวต้ม เนือ้สัตว์ไม่ติดมัน หรืออาหารกระป๋องสำเร็จรูป สำหรับแมวป่วย ถ้าไม่มีอาการอาเจียนภายใน 1-2 วัน จึงเริ่มให้กลับมากินอาหารตามปกติ แต่ถ้าอาเจียนอีก จะต้องรีบกลับไปปรึกษาคุณหมอทันที

การป้องกัน

          การป้องกันไม่ให้น้องเหมียวอาเจียน อาจทำได้โดยระวังไม่ให้น้องเหมียวมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งที่อาจเป็นพิษหรือกินสิ่งแปลกปลอม และหมั่นคอยสังกตการกินอาหารและสุขภาพโดยทั่วไป ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบถ้วนและถ่ายพยาธิเป็นประจำทุก ๆ 3 เดือน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Cat Magazine
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/persian-cat-rescue/

Sunday, September 17, 2017

เรื่องควรรู้ของทาสแมวมือใหม่


 
เรื่องควรรู้ของทาสแมวมือใหม่ (Cat Magazine)
เรื่อง : ฝ่ายวิชาการ โรงพยาบาลสัตว์มั่นมหัคฆ์

         แมวเป็นสัตว์ที่รักอิสระ ที่มีความน่ารัก ขี้เล่น และเป็นสัตว์ที่รักความสะอาด ดังนั้นแมวจึงเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมที่คนเลือกนำมาเลี้ยง และจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมสำหรับผู้เลี้ยงแมวมือใหม่ ก่อนที่จะทำการเลือกแมวมาเลี้ยงนั้น สิ่งแรกที่คุณต้องตัดสินใจไม่ใช่ว่าจะเลือกตัวไหนมาเลี้ยงดี แต่ต้องติดสินใจว่าคุณเหมาะสมที่จะเลี้ยงแมวหรือไม่ โดยคำนึงถึงปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น การให้เวลาเลี้ยงดูเจ้าแมวเหมียว การให้อาหาร การทำความสะอาดกระบะทราย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นต้น แต่หากตัดสินใจได้แล้วว่าคุณนั้นเหมาะสมกับการเลี้ยงน้องแมวเหมียว ดังนั้นก็ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงแมวเพื่อลดข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้


วิธีการเลือกลูกแมวเหมียวให้เหมาะกับตัวคุณ

            เมื่อคุณตัดสินใจจะซื้อแมวมาเลี้ยง สิ่งสำคัญคือการเลือกแมวให้เหมาะสมและตรงความต้องการของคุณมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์เพศ และอายุ


1. สายพันธุ์

            ควรทำการศึกษาลักษณะของแมวในแต่ละสายพันธุ์ เพื่อให้ได้แมวที่มีลักษณะและนิสัยที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับตัวคุณ รวมถึงการดูแลรักษาสุขภาพของแมวในแต่ละสายพันธุ์ เช่น แมวขนยาว จำเป็นต้องได้รับการดูแล และทำความสะอาดขนมากกว่าแมวขนสั้น เป็นต้น

2. เพศ

            แมวตัวผู้จะมีนิสัยชอบหนีออกจากบ้าน จึงเหมาะกับเจ้าของที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลและเอาใจมากนัก ส่วนแมวเพศเมียนิสัยค่อนข้างติดบ้านไม่เหมือนแมวตัวผู้ ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีเวลาว่างส่วนใหญ่อยู่บ้าน

3. สุขภาพของแมว

            ควรเลือกแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง ขนสะอาดปราศจากเห็บหมัด ผิวหนังไม่มีแผลหรือการอักเสบ ดวงตาสดใสเป็นประกายไม่มีขี้ตาเกรอะกรัง จมูกไม่มีน้ำมูกหรือคราบน้ำมูก ไม่มีอาการไอหรือหายใจหอบ ปาก และเหงือกสีชมพูไม่มีกลิ่น ฟันขาวสะอาด หูสะอาด ไม่มีขี้หูเป็นคราบดำ หรือไรหู บริเวณรอบทวารหนักต้องสะอาดไม่มีคราบอุจจาระเกรอะกรัง หากมีคราบอุจจาระเลอะติดกันอยู่แสดงว่าแมวอาจมีอาการถ่ายเหลว ซึ่งแสดงว่าแมวอาจป่วยจากการติดเชื้อในทางเดินอาหารได้ ผู้เลี้ยงแมวส่วนใหญ่มักจะกังวลว่าลูกแมวที่นำมาเลี้ยงนั้น จะเชื่องกับเราหรือไม่ ให้สังเกตพฤติกรรมของลูกแมว ถ้าพบว่าลูกแมวดูตื่นกลัวจนตัวสั่น หรือขู่ตลอด แสดงว่าลูกแมวนั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในการเลี้ยงให้เชื่อง หรือให้เชื่อฟังเจ้าของ โดยลักษณะของลูกแมวแบบนี้ไม่เหมาะสมสำหรับผู้เลี้ยงแมวมือใหม่ ควรให้ผู้ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงแมวมาก่อนเป็นผู้เลี้ยงดู

4. อายุ

            สำหรับผู้เลี้ยงแมวมือใหม่ที่มีความพร้อม และมีเวลาดูแลเอาใจใส่ ควรเลี้ยงแมวตั้งแต่ยังเป็นลูกแมว เนื่องจากฝึกสอนได้ง่าย แต่สำหรับผู้เลี้ยงที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก ควรเลือกแมวที่โตแล้วมาเลี้ยงดีกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่มากนัก สำหรับอายุลูกแมวที่เหมาะสมในการนำมาเลี้ยงควรอายุตั้งแต่ 8-10 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่แมวหย่านมแล้ว และสามารถกินอาหารจากจานได้เอง
ข้อควรทราบ และข้อปฏิบัติเมื่อเริ่มนำแมวมาเลี้ยง

            แมวเป็นสัตว์ที่มีความจำค่อนข้างดี ดังนั้นมันจะจำได้ว่าใครที่ใจดีหรือใจร้ายกับเขา หากคุณทำร้ายแมว เขาจะจดจำทันทีว่าคุณเป็นคนไม่ดี และจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ยุ่งกับคุณ แต่หากคุณรักและดูแลแมวอย่างดี เขาจะจดจำว่าคุณเป็นเพื่อนของเขา และจะประพฤติตัวดีกับคุณ ดังนั้นเมื่อคุณนำแมวใหม่เข้ามาเลี้ยงควรปล่อยให้แมวทำความคุ้นเคยกับสถานที่ก่อนในวันแรก โดยผู้เลี้ยงควรเอาใจใส่ อย่าดุหรือเสียงดังจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรกักขังแมวไว้แต่ในบ้าน ควรพาออกไปเดินเล่นนอกบ้านบ้าง เพื่อให้แมวไม่กลัวและมีสังคมกับแมวตัวอื่น นอกจากนี้สิ่งสำคัญมากอีกอย่างที่ผู้เลี้ยงต้องทำเมื่อนำแมวใหม่มาเลี้ยงคือ การสร้างภูมิคุ้มกันโรค และการถ่ายพยาธิ

            แมวส่วนใหญ่ไม่ชอบอาบน้ำ แต่แมวเป็นสัตว์ที่รักสะอาด ดังนั้นแมวจะเลียทำความสะอาดตนเอง อย่างไรก็ตามแม้ว่าแมวจะทำความสะอาดตัวเองได้ เจ้าของก็ควรแบ่งเวลามาหวีขนให้แมวด้วย เนื่องจากการหวีขนนั้นจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการกลืนก้อนขนลงไปในขณะที่แมวเลียทำความสะอาดตนเอง

            การให้อาหารแมวควรขึ้นอยู่กับอายุและน้ำหนักตัว ลูกแมวควรได้รับอาหารที่เพียงพอซึ่งจะช่วยในการเจริญเติบโต โดยแมวจะชอบเนื้อวัว เนื้อปลา ผัก นม ชีส และถั่ว หรือควรให้แมวทานอาหารสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นสำหรับแมวโดยเฉพาะ เนื่องจากมีสารอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมกับแมว

ของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงแมว

            1. ที่ใส่น้ำ และที่ใส่อาหาร

            2.ส้วมแมว หรือกระบะทราย และทรายอนามัย ผู้เลี้ยงควรเลือกที่เป็นพลาสติก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 14 นิ้ว ลึก 4 นิ้ว ลึก 4 นิ้ว และมีขอบสูงเพื่อกันทรายกระจายเวลาแมวกลบ ควรทำความสะอาดกระบะทรายเพื่อความสะอาดของแมว และป้องกันไม่ให้มีกลิ่นเหม็น

            3.ที่นอนแมว การเลี้ยงแมวในบ้านควรมีมุมที่อบอุ่นและอากาศถ่ายเทสำหรับจัดเป็นที่ให้แมวนอน

            4. ที่ลับเล็บ เพื่อป้องกันไม่ให้แมวของคุณทำลายเฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้ของคุณภายในบ้าน

            5. แมวเป็นสัตว์ที่รักและมีความสุขกับการเล่น ดังนั้นของเล่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเลี้ยงดู เช่น ลูกบอล หนูสปริง ขนนก เป็นต้น

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/small-kittens/