Sunday, March 27, 2016

15 ทริคควรทำก่อนปล่อยสัตว์เลี้ยงอยู่ลำพัง หากจะทิ้งบ้านช่วงสงกรานต์ !




       ก่อนออกไปเที่ยวช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ก็อย่าลืมเตรียมความพร้อมให้สัตว์เลี้ยงที่ต้องอยู่ลำพังในบ้านกันก่อนนะคะ จะได้ไปเที่ยววันสงกรานต์อย่างสบายใจและหมดห่วงเรื่องสัตว์เลี้ยงที่บ้าน
  
         เทศกาลสงกรานต์ทั้งทีมันก็ต้องออกไปเที่ยวพักผ่อนให้สบายใจกันหน่อย แต่เมื่อต้องมาเจอกับเงื่อนไขที่ไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปร่วมทริปได้ คงทำให้หลาย ๆ คนแอบกังวลใจอยู่ไม่น้อยใช่ไหมล่ะคะ ? แต่ไม่เป็นไรค่ะเพราะวันนี้กระปุกดอทคอมได้นำเอาทริคดี ๆ ในการเตรียมตัวก่อนปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพังในช่วงวันสงกรานต์มา ฝาก เพื่อให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจและหมดกังวลว่าสัตว์เลี้ยงจะอยู่บ้านตาม ลำพังได้อย่างไร

1. ใช้บริการรับฝากสัตว์เลี้ยง

        นอกจากจะฝากสัตว์เลี้ยงสุดที่รักไว้ กับญาติและเพื่อน ๆ ที่คุ้นเคยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสัตว์ที่อยู่ลำพังไม่ได้แต่สามารถอยู่ร่วมกับคน แปลกหน้าได้นั่นก็คือ การใช้บริการรับฝากสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็น จ้างคนดูแล ฝากไว้กับโรงแรมสัตว์เลี้ยง สปาสัตว์เลี้ยง หรือคลินิกสัตว์ที่ใช้บริการเป็นประจำ เพราะพนักงานบริการเหล่านี้จะทราบเป็นอย่างดีว่าควรดูแลสัตว์เลี้ยงของเรา อย่างไร

2. ฝากไว้กับญาติ ๆ หรือเพื่อนที่คุ้นเคย

        ถ้าคิดมาแล้วว่าสัตว์ของคุณไม่สามารถอยู่เพียงลำพัง อยู่กับคนแปลกหน้าได้ หรือนำไปฝากไว้กับที่ฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ แนะนำให้พาไปฝากไว้กับญาติหรือเพื่อน ๆ ที่รู้จักมักจี่กับเหล่าสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างดี ดีกว่าเสี่ยงปล่อยทิ้งไว้ตามลำพัง แต่ถ้าหากมีอะไรที่อยากจะให้ดูแลเป็นพิเศษ ก็อย่าลืมบอกพวกเขาไว้ด้วยนะคะ

3. เตรียมคู่มือในการดูแลสัตว์เอาไว้

        ก่อนจะโบกมือลาสัตว์เลี้ยงของคุณไปเที่ยวพักผ่อน ก็อย่ามัวแต่เก็บของของตัวเองจนเพลิน เพราะควรเตรียมทำข้อมูลหรือคู่มือการดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณเอาไว้ให้กับคน ที่จะมาดูแล เช่น ตารางการกินอาหาร การให้น้ำ การให้ยา หรือแม้กระทั่งข้อจำกัดอื่น ๆ ที่ต้องใจใส่เป็นพิเศษ เหล่านี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

4. ทิ้งข้อมูลส่วนตัวไว้ให้เป็นช่องทางการติดต่อ

        ไม่ใช่แค่ข้อมูลสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียวที่เราจะต้องทำทิ้งเอาไว้ แต่ข้อมูลส่วนตัวของเราเองก็สำคัญด้วยเช่นกัน ทั้งช่องทางการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ญาติพี่น้อง หรืออาจจะบอกลงไปด้วยเลยว่าเราไปเที่ยวที่ไหน หากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมาจะได้ติดต่อได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

5. จัดสถานที่ไว้ให้สัตว์เลี้ยงแก้เหงา

        ถ้าไม่อยากให้สัตว์เลี้ยงของคุณต้องรู้สึกอึดอัดอยู่ในกรงตลอดทั้งวันหยุดยาว นี้ แนะนำให้มองมุมเหมาะ ๆ ที่สัตว์เลี้ยงชอบไปนั่งเล่นเพื่อกั้นให้เป็นที่อยู่ให้กับมัน ที่สำคัญต้องไม่คับแคบจนเกินไป อยู่ใกล้ช่องระบายอากาศ จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสบายไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้เขามีความสุขและไม่รู้สึกเหงา

6. ฝึกให้เขาอยู่ลำพังก่อนปล่อยให้อยู่ลำพังจริง ๆ

        อย่าปล่อยให้สัตว์อยู่ตามลำพังแบบกะทันหัน เพราะมันจะทำให้เขาไม่คุ้นเคยและแสดงพฤติกรรมแปลก ๆ ออกมา เช่น สุนัขก็จะเห่าหอนทั้งวันทั้งคืน แต่เราควรจะวางแผนและฝึกไว้ล่วงหน้า เริ่มจากลองปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ลำพัง แล้วเฝ้าดูพฤติกรรมอยู่ห่าง ๆ จากนั้นค่อยปล่อยทิ้งเอาไว้ทั้งวัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนวันและเวลาเพื่อให้สัตว์เลี้ยงเกิดความเคยชิน

7. เตรียมอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยงให้พร้อม

        เมื่อฝึกฝนสัตว์เลี้ยงให้พร้อมอยู่ลำพังและสามารกินอาหารตามเวลาได้เองแล้ว ขั้นต่อไปให้เตรียมข้าวของให้พร้อม เช่น กะประมาณอาหารให้เพียงพอกับระยะเวลาที่ไม่อยู่ ตวงน้ำให้มากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อป้องกันการระเหย แต่ถ้าหากเป็นปลาก็ควรจะใช้เครื่องให้อาหารแบบอัตโนมัติและเตรียมอุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อสัตว์เลี้ยงให้พร้อม

8. เปิดช่องว่างช่องลับทิ้งไว้เผื่อยามฉุกเฉิน

        ก่อนจะออกจากบ้านก็ต้องปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา แต่สำหรับบ้านไหนที่จะทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ตามลำพังไม่จำเป็นต้องปิดทุกช่อง ทางหรอกค่ะ เพียงแค่ปิดประตู-หน้าต่างให้ดีและเปิดช่องลับเอาไว้ให้สัตว์เลี้ยง เผื่อไว้เป็นทางออกฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น

9. เก็บสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นทางสัตว์เลี้ยง

        ที่สำคัญก่อนจะทิ้งบ้านควรจะเก็บอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งปลั๊กไฟ เต้ารับ เครื่องใช้ไฟต่าง ๆ ให้เรียบร้อยและอยู่ห่างจากสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญอย่าลืมถอดปลั๊กและปิดสวิตซ์ไฟให้เรียบร้อยด้วย เพราะไม่เช่นนั้นสัตว์เลี้ยงอาจจะเล่นซนแล้วเผลอไปชนจนเกิดความเสียหายขึ้น ได้

10. ซ่อนอาหารแห้งสำรองไว้เมื่อไม่มีอะไรจะกิน

        ถึงจัดเตรียมน้ำและอาหารไว้ให้พร้อมแล้ว ก็ควรจะมีอาหารสำรองเตรียมไว้ด้วย แนะนำให้ซ่อนอาหารแห้งไว้ในที่ที่ใกล้กับถาดอาหารสัตว์เลี้ยง และก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะค้นเอาออกมากินจนหมด เพราะถ้ามันยังมีอาหารเหลือเพียงพอมันก็จะไม่สนใจ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่อาหารหมดหรือเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น มันก็จะค้นหาอาหารแห้งจนเจอเอง

11. เปิดช่องลมเล็ก ๆ ให้ถูกทิศ สัตว์เลี้ยงจะได้ไม่ร้อน

        ช่วงเทศกาลสงกรานต์อากาศก็ร้อนอบอ่าวจนคนจะทนแทบไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับสัตว์ที่จะทนอยู่ในบ้านร้อน ๆ ฉะนั้นควรเปิดช่องรับลมเอาไว้ เพื่อให้ลมพัดเข้ามาในบ้านบ้าง ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป 

9. เก็บสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นทางสัตว์เลี้ยง

        ที่สำคัญก่อนจะทิ้งบ้านควรจะเก็บอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งปลั๊กไฟ เต้ารับ เครื่องใช้ไฟต่าง ๆ ให้เรียบร้อยและอยู่ห่างจากสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญอย่าลืมถอดปลั๊กและปิดสวิตซ์ไฟให้เรียบร้อยด้วย เพราะไม่เช่นนั้นสัตว์เลี้ยงอาจจะเล่นซนแล้วเผลอไปชนจนเกิดความเสียหายขึ้น ได้

10. ซ่อนอาหารแห้งสำรองไว้เมื่อไม่มีอะไรจะกิน

        ถึงจัดเตรียมน้ำและอาหารไว้ให้พร้อมแล้ว ก็ควรจะมีอาหารสำรองเตรียมไว้ด้วย แนะนำให้ซ่อนอาหารแห้งไว้ในที่ที่ใกล้กับถาดอาหารสัตว์เลี้ยง และก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะค้นเอาออกมากินจนหมด เพราะถ้ามันยังมีอาหารเหลือเพียงพอมันก็จะไม่สนใจ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่อาหารหมดหรือเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น มันก็จะค้นหาอาหารแห้งจนเจอเอง

11. เปิดช่องลมเล็ก ๆ ให้ถูกทิศ สัตว์เลี้ยงจะได้ไม่ร้อน

        ช่วงเทศกาลสงกรานต์อากาศก็ร้อนอบอ่าวจนคนจะทนแทบไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับสัตว์ที่จะทนอยู่ในบ้านร้อน ๆ ฉะนั้นควรเปิดช่องรับลมเอาไว้ เพื่อให้ลมพัดเข้ามาในบ้านบ้าง ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป 


http://pet.kapook.com/view144629.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/dunruh63/critters-cats-and-kittens/

Wednesday, March 23, 2016

รักแรกพบของหนุ่มโสดกับเหมียวจรจัด ตกลงปลงใจเป็นนาย-บ่าวกัน ทันทีที่พบหน้า




ลูกแมวจรจัดแสน ฉลาด เดินตามหนุ่มต้อย ๆ ไม่ยอมปล่อยไปไหนอย่างกับรู้ว่าชะตาต้องกัน เพราะพ่อหนุ่มก็เต็มใจเก็บไปเลี้ยง กลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว กาลเวลาผ่านไป 2 ปี รักแรกพบของแมวน้อยกับหนุ่มโสดก็ยังคงสวยงามอยู่เสมอ

          หลายคนอาจเคยพบสัตว์ข้างถนนที่ถูกชะตาจนอยากจะอุ้มกลับมาบ้านให้รู้แล้วรู้รอด แต่น่าเสียดายที่สถานการณ์ไม่อำนวยสักเท่าไร แต่เรื่องราวของเจ้าเหมียวจรจัดตัวนี้นั้นเต็มไปด้วยโชคดีกว่าที่คิด เมื่อมันไปอ้อนนัวเนียชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง จนทำเอาเขาตกหลุมรักอย่างแรง และไม่สามารถปล่อยมันไว้ลำพังได้

  
         เมื่อสองปีก่อน คาวาซากิ ฮินะ กำลังเดินทางกลับบ้านโดยใช้ทางทะลุสวนสาธารณะ แล้วจู่ ๆ ก็มีลูกแมวจรจัดตัวหนึ่งวิ่งตามเขามา ราวกับกำลังตามเจ้านายยังไงยังงั้น


          เมื่อฮินะเดินไปข้างหน้า มันก็จะวิ่งตามมาพันแข้งพันขาแถมยังทิ้งตัวลงนอนแล้วใช้หัวถูไถ อีกทั้งยังพยายามปีนกางเกงยีนส์ของหนุ่มแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันครั้งแรกอีกต่างหาก

 
          ฮินะตกหลุมรักมันอย่างแรง ก่อนพามันกลับบ้านและตั้งชื่อว่า เวลล์ความพยายามและความฉลาดในการเลือกคนเลี้ยงของมันทำเขาใจอ่อนสุด ๆ ทุกวันนี้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมานานกว่า 2 ปีครึ่ง และยังรักกันดีเหมือนวันแรกที่ได้พบกันไม่เปลี่ยนไปเลย แหม...หวานกันจนน่าอิจฉาจริง ๆ









ภาพจาก ทวิตเตอร์ @Kawasaki_Hina

ขอบคุณข้อมูลจาก lifewithcats
http://pet.kapook.com/view144515.html

Sunday, March 20, 2016

13 เรื่องแมว ๆ ที่คุณอาจไม่(เคย)รู้




       หลายคนที่เลี้ยงแมวคงจะคุ้นเคยกับอุปนิสัยซุกซนและขี้เล่นของเจ้าเหมียวทั้ง หลาย แต่คุณจะรู้ไหมนะว่า เจ้าเหมียวน้อยตาบ้องแบ๊วเหล่านี้ยังมีสิ่งที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับตัวพวกมัน อีกแยะ บางคนที่เลี้ยงแมวมานานยังเกิดข้อสงสัยว่า เอ๊ะ! ทำไมมันทำแบบนั้น อ๊ะ! มันทำแบบนี้อีกล่ะ วันนี้เรามีเรื่องแมว ๆ ที่คุณอาจไม่(เคย)รู้ 13 ข้อมาบอกกล่าวผู้เลี้ยงแมวทั้งหลาย รวมทั้งมือใหม่ที่อยากจะเลี้ยงแมวด้วยค่ะ ว่าแต่จะมีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันเลย

1. แมวจะไม่ทักทายกันโดยการสัมผัสทางจมูก

          สาเหตุที่แมวที่ไม่รู้จักกันจะไม่ทักทายกันด้วยการเอาจมูกมาสัมผัสกัน นั่นก็เพราะ จมูก เป็นอวัยวะที่ติดเชื้อง่ายที่สุด เว้นเสียแต่ว่า แมวที่คุ้นกันอยู่แล้วแต่มีเหตุต้องจากกันไปสักช่วงหนึ่ง เมื่อพวกมันกลับมาพบกัน มันก็จะเอาจมูกมาสัมผัสกัน เพื่อจะช่วยให้จำได้ อีกทั้งแมวตัวหนึ่งจะรู้ได้ว่า แมวที่หายไปนั้น ไปที่ไหน ไปทำอะไรมานั่นเอง

2. บางครั้งเสียงครางของแมวบ่งบอกว่ามันกำลังป่วย

          ส่วนใหญ่แล้ว เรามักได้ยินเสียงครางของแมว ตอนที่มันกำลังรู้สึกสบาย หรือพอใจกับอะไรบางอย่าง อย่างไรก็ตาม บางครั้งเสียงครางที่มากเกินไปก็บ่งบอกได้ว่า พวกมันกำลังบาดเจ็บอยู่นะ ถ้าคุณลองฟังดี ๆ คุณก็สามารถแยกเสียงได้ว่า ตอนไหนมันกำลังสบาย หรือตอนไหนมันกำลังบาดเจ็บอยู่

3. แมวเริ่มส่งเสียงครางเมื่ออายุได้ 1 สัปดาห์

          เจ้าเหมียวน้อยทั้งหลายจะเริ่มส่งเสียงครางได้ เมื่อมันอายุได้ 1 สัปดาห์ และถ้าเราลองฟังเสียงครางของพวกมัน เราจะรู้สึกได้ว่า มันครางสม่ำเสมอและเป็นจังหวะด้วย นั่นก็เพราะพวกมันสามารถส่งเสียงครางได้สองทาง คือ ทั้งขณะหายใจเข้า และหายใจออกนั่นเอง

4. เสียงครางของแมวบอกช่วงอายุได้

          แมวที่อายุยังน้อย จะครางได้เสียงเดียว ไม่มีเสียงสูง-เสียงต่ำ อะไรทั้งนั้น  ในขณะที่แมวอายุมากขึ้น จะสามารถครางได้หลายสุ้มเสียง เสียงทุ้มบ้าง แหลมบ้าง ก้องบ้าง แตกต่างกันไปตามอารมณ์ของมัน

5. เสียงครางของแมว เกิดขึ้นมาได้ยังไงนะ?

          จนถึงทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้แน่ชัดถึงที่มาของเสียงครางครืด ๆ ในลำคอของเจ้าเหมียวว่ามันมาจากอวัยวะส่วนไหน แม้ว่าบางคนจะเชื่อว่า มันเกิดขึ้นในระบบหัวใจและหลอดเลือด มากกว่าที่จะเกิดขึ้นในลำคอก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

6. แมวเลือกเสียงครางเวลาจะเล่นกับเจ้าของ

          เวลาที่เจ้าเหมียวอยากจะส่งเสียงครางออดอ้อน ออเซาะ คลอเคลียกับเจ้าของ มันจะใช้โทนเสียงแหลม ๆ เล็ก ๆ เหมือนกับมันยังเป็นลูกแมวอยู่ แต่ถ้าพวกมันเล่นกับแมวด้วยกันเอง มันจะใช้โทนเสียงผู้ใหญ่นี่แหละ เพราะไม่ต้องไปออดอ้อนใครล่ะมั้ง

7. ช็อกโกแลต ของอันตรายสำหรับแมว

          ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบกินช็อกโกแลต ก็ขอให้เก็บช็อกโกแลตไว้ให้พ้นสายตาหรือจมูกของเจ้าเหมียวให้ดี เพราะช็อกโกแลตที่แสนอร่อยของเรานั้น กลับเป็นอันตรายต่อแมว เพราะเมื่อแมวกินช็อกโกแลตจะทำให้มันป่วยหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

8. แมวชอบงีบมากกว่านอนยาว

          ถ้าใครที่เลี้ยงแมว คงจะรู้ว่า แมวนั้นขี้เซาจริง ๆ เล่นกันอยู่ซักประเดี๋ยว หันไปอีกที มันก็แวบไปหาที่นอน แต่ความจริงแล้ว มันไปงีบต่างหากล่ะ เพราะแมวชอบงีบมากกว่านอนหลับไปเลย แต่ถ้ามันไปนอนหลับจริง ๆ และหลับลึกพอแล้วล่ะก็ มันก็จะฝัน เพราะการฝันช่วยให้มันผ่อนคลายความรู้สึกตื่นเต้นหรือตกใจกับเหตุการณ์ที่ มันพบเจอมาในวันนั้นนั่นเอง

9. แมวไม่ชอบสบตาใคร

          พฤติกรรมอย่างหนึ่งของแมวที่คุณอาจจะยังไม่รู้ ก็คือ แมวจะกระพริบตาและหรี่ตาก็เมื่อมันต้องมีเหตุให้สบตาโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างเช่น เวลามันเจอแมวที่ไม่รู้จักกัน แต่บังเอิญหันมาสบตากันเป๊ะ มันก็จะหรี่ตาแล้วก็หันไปทางอื่น หรือแม้กระทั่ง ถ้าคุณลองจ้องตามัน มันก็จะกระพริบตา หรี่ตา และก็เบือนหน้าไปทางอื่น อ่ะ.. ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองไปทำจ้องตามันดูนะ

10. จังหวะการเต้นของหัวใจน้องเหมียว

          โดยเฉลี่ยแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจของแมวจะอยู่ที่ประมาณ 160-240 ครั้งต่อนาที แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตของมันด้วย ซึ่งยิ่งมันมีอายุน้อยเท่าไหร่ อัตราการเต้นของหัวใจมันก็จะเร็วกว่าแมวที่มีอายุมากแล้ว

11. แมวไม่เข้าใจว่ามันกำลังถูกทำโทษ!

          บางทีเจ้าเหมียวที่คุณเลี้ยงน่ะ ก็ดื้อซะเหลือเกิน ฝนเล็บที่โซฟาตัวโปรดของคุณบ้างล่ะ วิ่งเล่นชนข้าวของกระจายบ้างล่ะ แต่ถึงแม้คุณจะตี จะทำโทษมันซักเท่าไหร่ มันก็ไม่เข้าใจหรอกนะ ดังนั้น ควรเปลี่ยนมาชมมันหรือให้รางวัลมันเวลามันทำตัวดี แทนการตีมัน น่าจะดีกว่านะ

12. เคี้ยวเนื้อดิบเสริมสร้างสุขภาพฟัน

          คุณรู้หรือไม่ว่า การให้เนื้อดิบ ๆ แก่เจ้าเหมียวไปแทะ ไปเคี้ยวเล่นทุกวัน เป็นการช่วยรักษาสุขภาพเหงือกและฟันให้อยู่ในสภาพดีเสมอนะจะบอกให้ เนื้อที่เหมาะแก่การเคี้ยวของเจ้าเหมียวนั้น ควรเป็นเนื้อสัตว์ปีก เนื้อวัว หรือเนื้อกระต่าย แต่อย่าลืมเอากระดูกออกให้หมดก่อนโยนให้มันล่ะ เพราะแมวไม่ใช่หมานะจ๊ะที่จะชอบแทะกระดูกน่ะ

13. แมวทนร้อนได้ดีจัง เพราะอะไรกันนะ?

          ถ้าคุณเคยตั้งข้อสงสัยว่า แมวของคุณทำไมถึงทนร้อนได้ดีเหลือเกิน โปรดจงรู้ไว้ว่า นั่นก็เพราะบรรพบรุษของแมวเมื่อครั้งก่อนนู้นเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ทรายมาโดยกำเนิดนั่นเอง

          เป็นอย่างไรกันบ้างคะ อ่านกันมาจนครบทั้ง 13 ข้อแล้ว คงจะพอช่วยให้คุณ ๆ ผู้เลี้ยงแมวทั้งหลายได้ทราบเรื่องราวของเจ้าเหมียวแสนซนได้มากขึ้น นอกจากตัวคุณเองจะแฮปปี้ขึ้นแล้ว เจ้าเหมียวก็คงแฮปปี้ขึ้นไม่น้อยที่เจ้าของเข้าใจมันมากขึ้นเช่นกันจ้า

Friday, March 18, 2016

ทำไม สุนัข และ แมว ที่หลงหาทางกลับบ้านเองได้

 
เรื่องสุนัขและแมวที่หลงหาทางกลับบ้านเองได้ทั้งที่อยู่ห่างไกลเป็นพันกิโลเมตร คิดว่าท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย เรามักตั้งคำถามว่าสัตว์เหล่านี้ทำได้อย่างไร แล้วมันทำได้จริงหรือ ถึงแม้นิยายเรื่องการหาทางกลับบ้านของสัตว์เหล่านี้จะถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ความสำเร็จของมันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ เราคิด สัตว์บางตัวอาจจะโชคดีที่ไปถูกทางที่จะไปบ้าน เพราะทิศที่จะเดินทางกลับบ้านมีแค่ 4 ทิศ คือ เหนือ, ไต้, ตะวันออก และตะวันตก ถ้าโชคดีเลือกถูกทางถึงบ้าน และบางทีแมวตัวที่กลับมาบ้านอาจไม่ใช่แมวตัวที่หายไป จริง ๆ แล้วสุนัขและแมวมีความสามารถในการคิดแผนที่ภายใต้จิตสำนึกของมัน 

นกเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถนำตัวเองไปสู่เป้าหมายที่กำหนดได้ และการศึกษาวิธีการที่นกใช้ในการนำทางกลับบ้าน ก็มีการศึกษามาต่อเนื่องยาวนานหลายปี และคำตอบอยู่ในสมมติฐานข้างล่างนี้ ตรวจสอบภูมิประเทศโดยตรง เรียนรู้ หรือ จดจำ แผนที่ทางภูมิศาสตร์ สำรวจมุมและตำแหน่งของดวงอาทิตย์ (และบางทีอาจเป็นสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์) นำทางโดยอาศัยสนามแม่เหล็กโลก (โดยอาศัยความสามารถพิเศษในการรับรู้คลื่นแม่เหล็กที่อ่อนมาก ๆ โดยอาศัยตัวรับที่ผิวหนังบริเวณจะงอยปาก) 

สุนัขและแมวสามารถหาทางกลับบ้านเองได้หรือไม่ คำตอบ คือ ถ้าที่ห่างไกลนั้นเป็นที่ที่สุนัขและแมวคุ้นเคยอยู่ สัตว์หาทางกลับบ้านเองได้แน่นอน เพราะสุนัขและแมวมักไปเที่ยวไกล ๆ แล้วกลับบ้านเอง แต่ถ้าทิ้งสัตว์ไว้ในที่ ๆ ไม่คุ้นเคยและไกลมาก ๆ มันจะหาทางกลับบ้านเองได้หรือไม่ 

มีการศึกษา เรื่องการหาทางกลับบ้านของสัตว์เลี้ยง โดยนักจิตวิทยาชาวอังกฤษ วัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อค้นคว้าขบวนการทางจิต ที่อาจซ่อนอยู่ในการหาทางกลับบ้านของสัตว์เลี้ยงเมื่อหลงทางไปในที่ไกล ๆ ผลการศึกษาออกมาว่าสุนัขสามารถหาทางกลับบ้านเองได้ แต่วิธีการที่สุนัขใช้ยังไม่สามารถอธิบายได้ เนื่องจากผลการศึกษาอาจละเว้นข้อเท็จจริงบางอย่างโดยไม่พูดถึงในงานวิจัย เช่น เขารู้ได้อย่างไรว่าสุนัขไม่เคยไปในจุดเริ่มต้นปล่อยสุนัขมาก่อน สุนัขจดจำเส้นทางได้โดยสุนัขไม่ได้ถูกปิดตาหรือจำกัดให้อยู่ในที่ที่ไม่ สามารถมองเห็นเส้นทางได้หรือเปล่า หรือให้สุนัขจดจำเส้นทางโดยการดมกลิ่นหรือฟังเสียง สุนัขถูกปล่อยให้หาทางกลับโดยปล่อยจากจุดใกล้แล้วค่อยปล่อยไกลออกไปเรื่อย ๆ หรือไม่ ฯลฯ 

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ทุกสิ่งจะต้องสามารถอธิบายได้ และต้องชัดเจน ต้องอธิบายได้ว่าสัตว์จดจำแผนที่ไว้ในสมองได้อย่างไร สันชาติญาณป่าเป็นแรงผลักดันให้สัตว์หาทางกลับบ้านและอาหาร สุนัขที่หลงทางหากหาทางกลับบ้านไม่ได้ก็เท่ากับสุนัขอาจต้องตาย การหาทางกลับบ้านจึงเป็นความท้าทายของสุนัขที่ต้องหาแหล่งอาหารและที่พัก เพื่อความอยู่รอด ยีนที่ควบคุมสันชาติญาณป่าอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมมา 

สุนัขป่ามักหาทางไปยังแหล่งใหม่ ๆ ได้ในอาณาเขตที่มันหากินอยู่ เป็นไปได้ว่าสุนัขอาศัยสิ่งที่สังเกตได้ เช่น ต้นไม้สูง หรือกลิ่นเป็นเครื่องนำทาง ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในบางครั้ง

แหล่งที่มา  www.teen.teenee.com
https://www.pinterest.com/pin/385620786815920075/

สกาย เหมียวขนฟูฟ่องอย่างกับก้อนเมฆ น่ากอดที่สุด !




        ชมความน่ารักของเจ้าเหมียวสกาย ขนฟูฟ่อง น่ากอด ถ้าเห็นเดินเล่นบนกำแพงอย่านึกว่าเป็นก้อนเมฆลอยผ่านบ้านนะทาสแมวทั้งหลาย

          ถ้าพูดถึงเซเลบแมวที่กำลังโด่งดัง เป็นที่กรี๊ดกร๊าดกันในตอนนี้ คงจะหนีไม่พื้นเหมียวสกายจากอินสตาแกรม sky_the_ragdoll อย่างแน่นอน เพราะเจ้าสกาย (Sky) เป็นแมวเพศผู้พันธุ์แร็กดอลล์ ซึ่งลักษณะเด่นของแมวสายพันธุ์นี้คือ มีตาสีฟ้าใส ขนสีขาวฟูฟ่อง ที่น่าฟัดสุด ๆ

แต่ที่เห็นตัวใหญ่ ๆ กลม ๆ แบบนี้ที่จริงแล้วเจ้าสกายไม่ได้อ้วนหรอกนะ เพราะว่ากันว่าตัวกลม ๆ ของมันนั้น 5% เป็นตัวของมัน และอีก 95% นั้นเป็นขน !!! ที่ดูเหมือนว่าจะเยอะกว่าแมวสายพันธุ์เดียวกันเป็นพิเศษ งานนี้กระปุกดอทคอมก็ไม่พลาด นำรูปของเจ้าสกายฟูฟ่องมายืนยัน ถ้าพร้อมแล้วไปชมภาพของก้อนเมฆมีหาง เอ้ย ! เจ้าเหมียวสกายกันเลย

  
จ๊ะเอ๋ ! นี่เหมียวสกายเองฮะ


ตัวผมไม่ได้ใหญ่นะ ตัวเล็กนิดเดียวเห็นไหม ? เก้าอี้ยังมีที่ว่างอยู่เลย


ใครบอกว่าผมอ้วนเดี๋ยวข่วนเลย ที่เห็นตัวใหญ่มีแต่ขนนะ


เห็นขนฟู ๆ แบบนี้ อยากกอดผมกันใช่ไหมล่ะ รู้นะ


  มามะ มากอดกัน ๆ ตัวผมนุ่มนะ 


ฮึบ...พรางตัวเป็นก้อนเมฆแป๊บ


คือก็ไม่ได้ตัวใหญ่หรอกนะ หมวกมันเล็กเองต่างหาก


เอาน้ำมาเสิร์ฟเร็ว ๆ สิเจ้าทาส ข้านอนรอจนอ้วนแล้วนะ


เมื่อคืนหนักไปหน่อย ลุกไม่ขึ้นเลย


อืม...นี่มันขนชัด ๆ ไม่ใช่พุงเราแน่นอน



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก Boredpanda และ อินสตาแกรม sky_the_ragdoll
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรม sky_the_ragdoll
http://pet.kapook.com/view144124.html